< Nick Untitled

#44 - ชุบชีวิต MacBook Air รุ่นเก่าด้วย Windows 11 หรือเทียบเท่า

MacBook Air เดิมก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ซีพียู Apple Silicon อย่างที่เป็นในปัจจุบันนี้ก็ใช้ซีพียู Intel ที่สามารถลงระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, Chrome OS หรืออื่น ๆ ได้ตามใจชอบตราบใดที่มันรองรับ Hardware ของ MacBook Air

ส่วนของเราเองที่ซื้อ MacBook Air 11 นิ้วปี 2013 มาใช้งานตั้งแต่ตั้งแต่ 10 กว่าปีแล้ว (ตังแต่ปี 2014) ที่ตอนนี้มันยังทำงานได้ดีอยู่เลย เสียแต่ไม่กี่อย่างก็ได้แก่ตัวแบตก็เสื่อมไปเรียบร้อย แถมยังไม่รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 11 ก็ด้วยมาจากความต้องการระบบขั้นต่ำที่ต้องใช้ CPU รุ่นใหม่ กับต้องเปิด Secure Boot และต้องมีชิพ TPM (Trusted Platform Module) 2.0 อีกด้วย

Windows 11 IoT LTSC

เมื่อรู้ว่า MacBook Air ที่ใช้อยู่มันลง Windows 11 ปกติไม่ได้ ก็จบเลย จะลงยังไง จนกระทั่งมาเจอระบบปฏิบัติการ Windows 11 เวอร์ชันหนึ่งที่สามารถติดตั้งลงบนเครื่องนี้ได้อยู่ ซึ่งก็เป็นเวอร์ชัน Windows 11 IoT Enterprise LTSC

Windows 11 IoT Enterprise LTSC เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาให้ใช้งานกับอุปกรณ์เฉพาะทางที่ทำงานทางด้านงานธนาคาร ด้านสุขภาพ ด้านการให้บริการ ด้านการผลิต ด้านการค้าและอื่น ๆ ซึ่งรองรับการซัพพอร์ตเป็นระยะเวลานาน 10 ปีและไม่จำเป็นต้องอัพเดทบ่อย ๆ แบบ Windows 11 ปกติ

ตัวระบบปฏิบัติการ Windows 11 IoT LTSC มีความต้องการระบบขั้นต่ำที่ทาง Microsoft กำหนดไว้ตามด้านล่างนี้ [1]

  • CPU ที่รองรับความเร็ว 1 GHz อย่างน้อย 2 Core
  • RAM ขั้นต่ำ 2GB
  • ความจุ Harddisk ขั้นต่ำ 16GB โดยรองรับทั้ง SSD, Harddisk, Hybrid Harddisk หรือ Flash memory อย่าง eMMC, SD, USB
  • System Fireware ที่ผู้ใช้สามารถใช้ BIOS หรือ UEFI ก็ได้
  • TPM 2.0 ที่ไม่จำเป็นต้องมี
  • Secure Boot ที่ไม่จำเป็นต้องเปิด
  • DirectX ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นล่าสุด แต่ขอเป็น Direct X 10 หรือไม่มีก็ได้
  • ขนาดหน้าจอที่มีขนาดเท่าไรก็ได้

ดูจากความต้องการขั้นต่ำแล้ว คิดว่าเอามาลงได้แน่ ๆ อย่างไรก็ดีถ้าเราต้องการซื้อมาใช้งานจริง ๆ เราจะซื้อแบบที่บุคคลทั่วไปใช้ได้จากที่ไหน อันนี้ก็ไม่รู้ :P

Windows Server 2025

นอกเหนือจากระบบปฏิบัติการ Windows 11 IoT Enterprise LTSC แล้ว ก็ยังมี Windows Server 2025 ที่ออกแบบให้ใช้งานกับ Server แต่เราจะเอามาใช้งาน Desktop ก็ได้ด้วยการติดตั้งโหมด Desktop Experience

สำหรับความต้องการขั้นต่ำของ Windows Server 2025 ทาง Microsoft กำหนดไว้ทางด้านล่างนี้ [2]

CPU

ตัว CPU ที่จำเป็นต้องมีความเร็ว 1.4 GHz ที่รองรับ 64 bit ที่เป็น x64 instruction set และรองรับชุดคำสั่งอย่าง

  • NX (no-execute)
  • DEP (Data Execution Prevention)
  • CMPXCHG16b, LAHF/SAHF, and PrefetchW instructions
  • Second Level Address Translation (EPT or NPT)
  • SSE4.2 (Streaming SIMD Extensions 4.2) instruction set
  • POPCNT instruction

ซึ่งดูจากรายละเอียดแล้ว พบว่าซีพียู Core i3, i5, i7 ที่ใช้สถาปัตยกรรมอย่าง Nehalem ที่เป็นรุ่นแรก ๆ เลยก็สามารถใช้ได้

เมื่อซีพียู Core i3, i5 และ i7 รุ่นแรก ๆ ก็ใช้ได้แล้ว ซีพียูที่ใช้กับ MacBook Air 2013 อย่าง Core i5 4250U ก็ต้องใช้ได้เช่นกัน

RAM

RAM ที่จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 2GB (แต่แนะนำ 4GB ถ้าจะรันหน้าจอ Desktop ได้ดี) โดย MacBook Air ที่ใช้อยู่มี RAM 8GB อันนี้ก็เกินพอ

Harddisk

จำเป็นต้องความจุอย่างน้อย 32GB ซึ่งขอเราใช้ SSD 1TB อันนี้ก็เกินพอ

Network

ต้องมี Network อย่างน้อยก็เป็น LAN ที่รองรับ 1Gbps ขึ้นไป แต่เอาจริง MacBook Air ที่ใช้ก็มีแต่ WiFi อันนี้ก็สามารถใช้ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ตอนติดตั้ง Windows และ Driver เราจำเป็นต้องการ USB to Ethernet มาใช้ชั่วคราวก่อน

โดยสรุปแล้ว เราสามารถลง Windows Server 2025 ในเครื่อง MacBook Air ได้เลย แถมเราสามารถซื้อได้ตามตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย เสียแต่ราคาสูงไปหน่อย แต่ของเราไม่ต้องซื้อเพราะติดตั้งใช้งานแบบนักศึกษาผ่านการใช้งานใน Azure ที่อนุญาตให้ดาวน์โหลดและรับ CD-Key มาใช้ได้เลย

การติดตั้ง

ติดตั้ง Windows

ในบทความนี้เราเลือกระบบปฏิบัติการ Windows Server 2025 มาติดตั้ง โดยให้ดาวน์โหลด ISO เสียก่อน หลังจากนั้นก็ใช้โปรแกรมทำ USB Boot ขึ้นมาสำหรับการติดตั้ง

เมื่อสร้าง USB เรียบร้อยแล้ว เราก็เสียบ USB และเปิดคอมพิวเตอร์ MacBook Air ขึ้นมา ร่วมกับกดปุ่น Alt เพื่อเลือกให้บูตเข้า USB หลังจากนั้นก็เข้าสู่หน้าจอการติดตั้ง

ในขั้นตอนการติดตั้งเราก็ทำตามหน้าจอปกติ ร่วมกับใส่ CD-Key ที่ได้ไป หลังจากนั้นจะมีหน้าจอให้เลือกระหว่าง Server Core และ Desktop Experience ให้เราเลือก Desktop Experience ที่จะเป็นหน้าจอแบบเดียวกันกับ Windows 11 ครับ

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้เรากำหนดรหัสผ่าน Administrator ขึ้นมา แค่นี้ก็ใ้งานได้เแล้ว อย่างไรก็ดีเรายังไม่ดไ้ติดตั้งเครื่องมือที่จำเป็นอย่าง Bootcamp กับ Driver

การติดตั้ง Bootcamp และ Driver

การติดตั้ง Bootcamp และ Driver อันนี้สำหรับ MacBook Air 2013 นั้นเราจะลง Bootcamp รุ่น 5.1.5640 แบบปกติ (ตามภาพ) ไม่ได้ก็เพราะมันไม่รองรับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ๆ ตามที่กำหนดไว้ในเว็บ Apple ครับ ว่าแต่เราจะลง Bootcamp ยังไงดี?

หน้าเว็บ Bootcamp รุ่น 5.1.5640

จุดนี้ทำได้ไม่ยากนักก็เพราะมีคนทำเครื่องมือช่วยติดตั้ง Bootcamp และ Driver ไว้ใน GitHub อย่าง Brigadier ที่เป็นสคริป Python ที่ช่วยดาวน์โหลด Bootcamp จาก Server ของ Apple

การติดตั้งโปรแกรมนี้ทำได้โดยดาวน์โหลดเครื่องมือจากหน้า Release แล้วเลือกเวอร์ชันล่าสุดที่เป็นไฟล์ exe

เมื่อดวาน์โหลดแล้ว เราสามารถใช้งานได้เลยโดยการพิมพ์คำสั่งตามด้านล่างนี้เพื่อดาวน์โหลดตัวติดตั้ง

brigadier --model MacbookAir6,1

ตัวโปรแกรมจะดาวน์โหลดตัวติดตั้ง (ตามภาพ)

โปรแกรม Brigadier ดาวน์โหลดแพคเกจ Bootcamp

เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วให้เข้าไปในโฟลเดอร์ Bootcamp ที่ตัวโปรแกรมได้แตกไฟล์ไว้ (ตามภาพ) โดยจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับตัวโปรแกรม brigadier จากนั้นให้เรากดเข้าไปที่ setup.exe จากนั้นทำตามหน้าจอเพื่อที่จะติดตั้ง Bootcamp

ตำแหน่งโฟลเดอร์ Bootcamp

อย่างไรก็ดี ถ้าเกรงว่า Driver ในนั้นมันเป็นรุ่นเก่าไปหน่อย จุดนี้ทำได้โดยการหาเครื่องมือค้นหาและติดตั้ง Driver ที่มีมาให้ในอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น Driver Easy เป็นต้น

เมื่อติดตั้ง Bootcamp และ Driver เสร็จแล้ว เราก็สามารถใช้งาน Windows รุ่นใหม่ใน MacBook Air 2013 ได้ตามปกติ

ที่มา

  1. Minimum System Requirements for Windows IoT Enterprise
  2. Hardware requirements for Windows Server


Kittisak Chotikkakamthorn

จบทั้งแพทย์ + วิศวะร่วมกับผ่านการฝึกงานทางด้าน AI ที่มหาวิทยาลัยที่ไต้หวันที่พัฒนาเทคนิค Machine Learning ที่เป็น state-of-the-art (SOTA) สำหรบัการแก้ปัญหาทางการแพทย์ ปัจจุบันเขียนบล็อกโดยสนใจเกี่ยวกับทางด้าน Coding, AI, Data รวมถึงเขียนเป็นไดอารี่เป็นหลัก

ผู้อ่านสามารถส่งอีเมลมาทาง contact[at]nickuntitled.com

↑ Go to top


© 2025 Nick Untitled is licensed under CC BY 4.0 / Privacy Policy