< Nick Untitled

#42 - สรุปแบบสั้น ๆ ถึงหนังสือ Atomic Habits

เมื่อวันก่อนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ซื้อมาเก็บไว้จบแล้ว หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า Atomic Habits

Atomic Habits เป็นหนังสือ Non-fiction ที่แต่งโดยผู้เขียนที่มีชื่อว่า James Clear ที่เป็นหนังสือการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นแนวทางสำหรับให้ผู้อ่านสร้าง Habit (นิสัย) ที่ดีขึ้น โดยหนังสือเล่มนี้ขายดีในระดับ New York Times Bestseller ที่ได้รับการแปลมากกว่า 40 ภาษา โดยรวมถึงภาษาไทยอีกด้วย

ชื่อหนังสือแปลภาษาไทยของ Atomic Habits เรียกว่า “เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น”

หนังสือเล่มนี้อ่านจบไปรอบนึงแล้วมองว่าเป็นหนังสือที่โอเค เขียนถึงแนวทางการปรับเปลี่ยน Habits ได้ดี แถมมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิงอีกด้วย โดยในบทความนี้จะกล่าวสรุปสั้น ๆ กับหนังสือเล่มนี้ฮะ ว่าแต่ตอนแรกเราจะกล่าวถึง Atomic ก่อนเลย

Atomic

Atomic คือสิ่งที่มีขนาดที่เล็กที่สุดจนไม่สามารถลดทอนไปได้อีกแล้ว โดยจุดนี้ผู้เขียนนำมาเขียนเป็นชื่อหนังสือเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่าความเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็ก ๆ ทำให้เกิดเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นได้ โดยถึงแม้ว่าตอนช่วงแรกสุดสิ่งที่ทำมันจะเป็นแค่นิดเดียวที่ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด เพียงแค่ลงมือทำให้ดีขึ้น 1% เป็นระยะเวลาหนึ่งปี เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมากกว่าเดิมประมาณ 37 เท่า (แต่ถ้าทำแย่ลง 1% เป็นระยะเวลาหนึ่งปี เราก็จะได้ผลลัพธ์เหลือแค่นิดเดียว)

อย่างไรก็ดี คนเราไม่ได้ทำได้ 1% ให้มันเห็นผลได้ตลอดขนาดนั้น ก็เพราะว่าช่วงแรก ๆ ที่ทำแล้วไม่ยักจะเห็นผลนั่นก็เป็นช่วงที่เรียกว่า Valley of Disappointment ที่เป็นช่วงที่คนที่ลงมือลงไปจะยังไม่เห็นผลตามเป้าหมายที่คาดหวังมากนัก หรือก็คือมันไม่ได้เป็นแบบทำไปแล้วจะเห็นผลเป็นเส้นตรงตามในกราฟ แต่ความเป็นจริงแล้วผลลัพธ์ที่ได้มันจะสะสมไปเรื่อย ๆ โดยสิ่งที่ลงมือลงแรงมันจะไม่สูญเปล่า จนกระทั่งใช้เวลานานเป็นเดือน หรือเป็นปีกว่าจะเห็นผลที่เราได้ลงมือลงแรงไปยังกับให้ผลลัพธ์ชั่วข้ามคืน ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดที่ทำให้หลายคนถอดใจไปเสียก่อน

Valley of Disappointment Valley of Disappointment


Goal

เรื่องเป้าหมาย (Goal) ที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าที่แล้วนั้นไปสิ่งที่ทางผู้เขียนไม่ได้ให้ยึดเป็นสรณะมากนักเนื่องจาก

  • คนสำเร็จกับไม่สำเร็จมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างวิธีการ
  • เป้าหมายจะจำกัดความสุขของเราเองที่ไปยึงที่จุดนั้น
  • เป้าหมายเมื่อถึงจุด ๆ นั้นแล้วเราไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ จุดนี้เปลี่ยนให้เน้นเป็นความก้าวหน้าในระยะยาว เหมือนเราเล่นเกมไปตลอด

จุดนี้ผู้เขียนให้เน้นสร้างเป็นระบบ (System) ขึ้นมาใหม่โดยทางผู้เขียนจะให้เปลี่ยนจากการเน้นผลลัพธ์ (Outcome) ที่คนส่วนใหญ่จะเน้นกันมาเป็นการเชื่อในตัวตน (Identity) ที่เราต้องการโดยเริ่มจาก

  1. เปลี่ยนตัวตนให้เป็นตัวตนที่เราต้องการที่จะเป็น
  2. เมื่อเปลี่ยนตัวตนแล้ว วิธีการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยน (ส่วนนี้ก็คือ Habits)
  3. เมื่อวิธีเปลี่ยนไปแล้ว สุดท้ายก็จะนำไปส่ผลลัพธ์ที่เราต้องการที่จะเป็น

โดยการสร้าง Habits ตามข้อ 2 ที่กล่าวถึงวิธีการที่เปลี่ยนไปนั้น เราสามารถสร้างได้ทั้งหมด 4 ขั้นตอน ได้แก่

  • Cue เป็นปัจจัยที่ทำให้กระตุ้น
  • Craving เป็นแรงจูงใจ หรือความอยากในการกระทำนั้น ๆ
  • Response เป็นการลงมือทำเมื่อเรามีสิ่งจูงใจหรือเมื่อเราอยาก
  • Reward เป็นผลลัพธ์ที่ได้หลังจากเราได้กระทำลงไป

โดยเราจะเริ่มจาก Cue -> Craving -> Response -> Reward แล้วเมื่อจบ Reward แล้วก็จะกลับไปเริ่มที่ Cue ใหม่เป็นการวนลูป


การเปลี่ยน Habits

เมื่อทราบขั้นตอน 4 ขั้นตอนก่อนหน้าแล้ว ต่อไปาเราจะมาดูกฏ 4 ข้อของการสร้าง Habits ที่ดีแต่ลด Habits ที่แย่ ได้แก่

Cue

ขั้นตอนนี้สำหรับการสร้าง Habits ที่ดีจะมีกฏที่เรียกว่า Make it obvious (ทำให้เห็นชัดเจน) ที่เน้นให้มองเห็นก่อนว่า Habits ที่เราต้องการเปลี่ยนคืออะไร แล้ว

  • ลงมือทำเพื่อให้ Habits ชัดเจนขึ้น โดยเน้นเวลากับสถานที่
  • ทำ Habit Stacking โดยผูกไว้กับพฤติกรรมเดิม
  • และปรับเปลี่ยนสถาพแวดล้อมที่กระตุ้นทำให้เกิด Habits ใหม่

ส่วนการลด Habits ที่ไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนกฏตามข้างบนนั้นให้เป็นไปในทางตรงข้ามแทน โดยเรียกกฏนี้ว่า Make it invisible ที่

  • ให้ลดการมองเห็นและการสัมผัสปัจจัยที่ทำให้เกิด Habits ไปในทางลบ
  • ควบคุมตัวเองไม่ให้ไปทำ Habits ที่ไม่ดี (หรือ self-control) ซึ่งสิ่งนี้ทำได้แค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น จุดนี้ให้เน้นการปรับสภาพแวดล้อมจะดีกว่า

Craving

ขั้นตอนนี้สำหรับการสร้าง Habits ที่ดีจะมีกฏที่เรียกว่า Make it attractive (ทำให้น่าดึงดูดใจ) ที่เน้นสารในร่างกายที่มีชื่อว่า Dopamine ที่เป็นตัวที่ทำให้เกิด Rewarding System ส่งผลให้เกิด Habits ขึ้น โดยเราจะเน้น

  • ทำ Habits ขึ้นมาใหม่โดยจับคู่กับ Habits ที่ใจเราอยาก
  • ให้อยู่ในสังคมที่เราอยากมี Habits นั้น ๆ โดยเรามักจะเลียนแบบจากกลุ่มสังคมที่มีความใกล้ชิด (Close) กับที่มีคนส่วนมาก (Many) และที่มีพลัง อำนาจ บารมีที่คนยกย่อง (Powerful)

ส่วนการลด Habits ที่ไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนกฏตามข้างบนนั้นให้เป็นไปในทางตรงข้ามแทน โดยเรียกกฏนี้ว่า Make it unattractive ที่ให้เน้นเปลี่ยน Mindset โดย

  • เชื่อม Habits กับประสบการณ์ที่จะได้ โดย Habits ที่ดีจะคู่กับประสบการณ์ที่ดี แต่ Habits ที่ไม่ดีจะคู่กับประสบการณ์ที่ไม่ดี
  • เน้นคาดเดาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าเราจะโอเคไหม

Response

ขั้นตอนนี้สำหรับการสร้าง Habits ที่ดีจะมีกฏที่เรียกว่า Make it easy (ทำให้เป็นเรื่องง่าย) ที่เน้นการลงมือทำ แต่โดยปกติมนุษย์มักจะมองว่าวิธีที่ง่าย (Law of least effort) ที่เป็นการปฏิบัติโดยใช้พลังงานให้น้อย แต่เราควรจะเน้นการฝึกฝน การทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้น

  • ปรับให้ Habits ที่ดีทำได้ง่าย
  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับ Habits ที่เราจะทำ
  • ปรับให้มาเน้นการตัดสินใจย่อย ๆ ที่ส่งผลอย่างมาก
  • ปรับการกระทำให้ทำได้ภายใน 2 นาทีเพื่อที่จะป้องกันการผลัดวันประกันพรุ่ง
  • ปรับ Habits นั้นให้เป็นอัตโนมัติ (Automated)

ส่วนการลด Habits ที่ไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนกฏตามข้างบนนั้นให้เป็นไปในทางตรงข้ามแทน โดยเรียกกฏนี้ว่า Make it difficult ที่เน้นปรับให้การทำ Habits ที่ไม่ดีทำได้ยากขึ้น

Reward

ขั้นตอนนี้สำหรับการสร้าง Habits ที่ดีจะมีกฏที่เรียกว่า Make it satisfying (ทำให้น่าพึงพอใจ) ที่เน้น

  • ปรับให้การรับรางวัลของการทำสิ่งที่ดีให้มาเร็วทันทียังกับ Instant Gratification
  • สร้างตัวติดตาม Habit (Habit Tracker) โดยมีลักษณะที่ Obvious (เห็นการพัฒนาที่ชัดเจน ร่วมกับทำให้ซื้อสัตย์กับตัวเอง), Attractive (เกิดแรงจูงใจจากความสำเร็จเล็ก ๆ) และ Satisfying (เห็นผลลัพธ์ความสำเร็จในสิ่งที่เราทำแต่ละขั้นตอน ทำให้เราโฟกัสในวิธีการที่ทำมากกว่าผลลัพธ์สุดท้าย)

ส่วนการลด Habits ที่ไม่ดี เราสามารถเปลี่ยนกฏตามข้างบนนั้นให้เป็นไปในทางตรงข้ามแทน โดยเรียกกฏนี้ว่า Make it unsatisfying ที่ให้เน้นปรับให้

  • จำกัดการทำ Habits ที่ไม่ดี ถ้าทำ Habits นั้น ๆ ให้เกิดการลงโทษ
  • หาคนมาติดตามดูแลไม่ให้กระทำ Habits ที่ไม่ดี

เทคนิคที่ทำให้เห็นผลของการสร้าง Habits ที่ดีมากกว่าเดิม

นอกจากการสร้าง Habits ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วผู้เขียนยังกล่าวเสริมอีก 2 จุดที่ทำให้เกิด Habits ที่ดีขึ้นมากกว่าเดิม

การมองหาเส้นทางที่เหมาะสม

จุดแรก ผู้เขียนแนะนำให้ผู้อ่านมองหาเส้นทางที่เหมาะสมกับแต่ละคนทั้งทางกาย จิตใจ และลักษณะบุคลิกภาพของแต่ละคน ร่วมกับให้มองหาเส้นทางที่เป็นแต้มต่อเมื่อเทียบกับคนอื่น โดยพิจารณาจากคำถามที่ว่า

  1. Habits อะไรที่ทำแล้วสนุก ร่วมกับสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคนอื่น
  2. Habits อะไรที่ทำแล้วการโฟกัสจนสามารถทำต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลานานจนลืมเวลา (หรือเรียกอีกอย่างว่าเกิด Flow State)
  3. Habits อะไรที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์ดีกว่าคนอื่น
  4. Habits อะไรที่สามารถทำได้โดยธรรมชาติ ทำแล้วรู้สึกดี และสะท้อนตัวของเราเอง

อย่างไรก็ดี เวลาคนเรามันมีจำกัด และเราไม่ได้เก่งในด้านเดียวดีกว่าคนอื่นมาก ๆ จุดนี้ผู้เขียนแนะนำให้เดินไปในเส้นทางที่แตกต่างที่เรามีแต้มต่อโดยเอาสกิลที่มีอยู่มาผสมผสานกัน

วิธีจูงใจให้ทำ Habits อย่างสม่ำเสมอ

จุดต่อมานี้ผู้เขียนกล่าวถึงกฏของ Goldilock ที่ให้เรามองหา Challenge ที่มีความยากที่เหมาะสม ที่เราสามารถจัดการกับสิ่งนั้นได้ โดยไม่เลือกอันที่ง่ายไป หรืออันที่ยากไป

นอกจากเรื่องกฏ Goldilock แล้ว ผู้เขียนยังกล่าวถึงการกระตุ้นให้เราเกิดแรงจูงใจที่จะทำ Habits อย่างสม่ำเสมอ โดยเมื่อเราทำ Habits ที่ดีไปเรื่อย ๆ คนก็จะเบื่อ ร่วมกับเราไม่ได้ทำ Habits ที่ดีได้ตลอดไป จุดนี้แก้ได้โดย

  1. ฝึกฝนทำตามแผนถึงแม้ว่ามันจะน่าเบื่อแค่ไหนก็ตาม ซึ่งจุดนี้จะแยกคนสำเร็จออกมาจากคนทั่ว ๆ ไป
  2. นำ Habits มาผสมผสานกับการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย (Deliberate Practice)
  3. รีวิวเพื่อประเมินผลการทำสิ่งนั้น ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองต่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม
  4. เปลี่ยนตัวตนที่เราตั้งไว้ให้เปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ ไม่ยึดติดกับตัวตนนั้น ๆ อย่างแข็งทื่อ


Kittisak Chotikkakamthorn

จบทั้งแพทย์ + วิศวะร่วมกับผ่านการฝึกงานทางด้าน AI ที่มหาวิทยาลัยที่ไต้หวันที่พัฒนาเทคนิค Machine Learning ที่เป็น state-of-the-art (SOTA) สำหรบัการแก้ปัญหาทางการแพทย์ ปัจจุบันเขียนบล็อกโดยสนใจเกี่ยวกับทางด้าน Coding, AI, Data รวมถึงเขียนเป็นไดอารี่เป็นหลัก

ผู้อ่านสามารถส่งอีเมลมาทาง contact[at]nickuntitled.com

↑ Go to top


© 2025 Nick Untitled is licensed under CC BY 4.0 / Privacy Policy