ขึ้นเขาคิชกูฏครั้งแรก

เขาคิชกูฏเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปขึ้นเขาเพื่อสักการะได้เพียงแค่สองเดือนต่อปี ช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นไปเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน

วันศุกร์เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ชวนให้เราไปขึ้นเขาคิชกูฏเพื่อไปไหว้พระ ตอนแรกเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปเพราะต้องอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามสุดท้ายเราตัดสินใจไป

การเดินทางเพื่อขึ้นเขาแห่งนี้เรานั่งรถตู้จากบางแคไปยังเขาคิชกูฏ รถตู้ออกจากบางแคตอนสองทุ่ม หลังจากที่รถออกจากกรุงเทพฯ ระหว่างนั้นรถตู้เปิดหนังสงครามที่เราอยากดูอย่าง Saving Private Ryan เรานั่งดูไปซักระยะหนึ่งพบว่าหมดแผ่นแรกพอดี แล้วทางรถไม่ได้เปลี่ยนแผ่นใหม่ ทีนี้เราเลยเปลี่ยนโหมดจากนั่งดูหนังไปเรื่อยๆ มาเป็นโหมดนอนหลับไปตลอดทาง เรานอนไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงตอนเที่ยงคืนแล้วลงจากรถ

เมื่อลงจากรถเรียบร้อยแล้วเราซื้อตั๋วในราคาที่ไม่แพงมากนัก จากนั้นเข้าไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถกระบะ (ที่ทุกคันจะใช้ยี่ห้อโตโยต้า) เวลาผ่านไปได้ซักระยะหนึ่งมีรถมาแล้วโชคดีอย่างหนึ่งคือยังมีที่นั่งว่างสี่ที่นั่ง (นอกจากเรากับแม่แล้วยังรวมถึงญาติอีกสองคน) พอดี ทีนี้เราเลยขึ้นรถเพื่อที่จะขึ้นไปข้างบน ระหว่างทางที่ขึ้นไปเป็นทางลาดชัน ขณะที่รถกำลังขึ้นเขานั้นเราต้องเกาะรถไว้เพื่อไม่ให้หล่นลงจากรถ เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วเราต้องซื้อตั๋วขึ้นไปที่มีราคา 50 บาท ซื้อเสร็จแล้วรอรถแล้วขึ้นรถไปข้างบนอีกครั้ง ทางที่ขึ้นไปยังคงลาดชันเหมือนเดิม

เมื่อขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเราเข้าห้องน้ำแล้วไหว้พระพร้อมทั้งรับน้ำมนต์จากพระรูปหนึ่ง พอไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่กำลังเดินขึ้นไป เราพบคนที่มาไหว้ตลอดทาง ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นอายุราวๆ กลางคนซักสามสิบสี่สิบปีนะ เราไม่ค่อยพบเด็กๆ ขึ้นเขายกเว้นแต่นักเรียนที่ทางโรงเรียนเกณฑ์ให้ขึ้น

ลักษณะทางเดินที่ขึ้นเขาจะเป็นทางลาดชันสลับกับทางลาดไปเรื่อยๆ บางช่วงเป็นดินลูกรังแต่บางช่วงเป็นพื้นไม้ที่สภาพดีกว่าล้านปีแสง

เราเดินไปได้เรื่อยๆ ก็พบจุดที่ไหว้พระ กับจุดที่ให้บริจาคเหรียญตลอดทาง ลักษณะการให้บริจาคมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่การหย่อนธนบัตรไปจนถึงการโยนเหรียญเพื่อให้ลงบาตร นอกจากนี้ยังพบพระที่ขายพระเครื่องเป็นพุทธพาณิชย์ กับพระพูดออกไมค์ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่เหนื่อยเลย พร้อมกันกับพูดให้ผู้ที่มีจิตรศรัทธาสาธุเพื่อให้รวย

เอาเข้าจริงถึงพูดสาธุแต่ถ้าไม่เปลี่ยน mindset ยังไงก็ไม่รวย :P

สภาพคนที่เดินขึ้นเขาด้วยอายุก็ราวๆ ห้าสิบหกสิบปี ระหว่างทางที่ขึ้นเขาไปด้วยมีนั่งพักเป็นช่วงๆ เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่มีญาติคนหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งออกกำลังกายอยู่เป็นเนืองนิจ เดินขึ้นเขาไปโดยที่ไม่หมดสภาพเลย

พอเดินขึ้นเขาไปได้ซักระยะหนึ่งจะพบร้านค้าที่ขายของไม่กี่อย่างที่มีราคาแพงกว่าปกติ อาหารที่กินบนนั้นหลักๆ จะเป็นมาม่าครับ นอกจากร้านค้าแล้วจะพบคนมาปูเสื่อนอนเป็นจำนวนมากเนื่องมาจากความอ่อนเพลียที่เกิดจากการเดินทาง ช่วงนั้นเราซื้อแต่น้ำเพียงอย่างเดียวเพราะแม่พกอาหารมาเป็นจำนวนมากทำให้ไม่หิวตลอดทาง

เราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะพบจุดที่ให้ไหว้พระพุทธบาทที่มีคนมารอต่อคิวเป็นจำนวนมาก เรารอคิวเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบรอยนั้นกับพบก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ปิดทอง เราเข้าไปสักการะไม่นานนัก แต่แม่กับญาติที่เป็นผู้หญิงใช้เวลาสักการะอยู่นานมากจนกระทั่งรอบต่อไปเข้ามาพวกเขาจึงเดินออกมา

จากนั้นเราเดินไปยังผาแดง ช่วงที่เดินทางอยู่นั้น ลักษณะทางเดินส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง ทางเดินมีความชันกับลื่นจนน่ากลัวทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเหล่านั้นเดินอย่างช้าๆ ระหว่างทางเดินนั้น เราพบจุดที่ให้ไหว้พระแต่ละจุดยังกับเช็คพ้อยต์เก็บแต้มไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงผาแดงพอดี เวลาที่ถึงเป็นช่วงหกโมงเช้า เราเขียนป้ายพร้อมกับอธิษฐานไปหนึ่งอย่างแล้วเราเดินทางลงจากเขา

เราใช้เส้นทางลงจากเขาอีกเส้นหนึ่งที่เป็นทางลัด แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือเป็นทางลาดชันที่มีความลื่นน่ากลัวกว่าทางที่ขึ้นเขามาทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเดินอย่างช้า (มากกว่าเดิม) ไปอีก จนกระทั่งลงมาถึงที่เดิมที่ก่อนขึ้นมา ต่อมาเราซื้อตั๋วพร้อมกันกับรอรถกระบะเพื่อลงไปยังที่เดิม

ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปเป็นจำนวน 8 ชั่วโมงซึ่งกินเวลามากกว่าที่คิดไว้นะ

พอลงไปข้างล่างเสร็จแล้ว เราซื้ออาหารเช้ามารับประทาน พอรับประทานเสร็จแล้วเราขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังอีกวัดหนึ่งที่เป็นยังกับพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เชิง เข้าไปไหว้พระ กับรับประทานอาหารเป็นก๋วยเตี๋ยวที่โรงทาน จากนั้นเรานั่งรถตู้กลับไปยังกระเทพฯ ระหว่างนั้นทุกคนหมดสภาพนอนหลับตลอดทาง

จนกระทั่งรถตู้นั้นถึงจุดเดิมที่เราเคยขึ้นมาที่บางแคตอนบ่ายสองบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดในขณะนั้นกำลังเปี้ยงๆ อยู่พอดี แล้วจากนั้นเรากับแม่ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปถึงที่บ้านตอนบ่ายสี่โมงกว่าๆ ครับ

">

ขึ้นเขาคิชกูฏครั้งแรก

เขาคิชกูฏเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปขึ้นเขาเพื่อสักการะได้เพียงแค่สองเดือนต่อปี ช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นไปเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน

วันศุกร์เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ชวนให้เราไปขึ้นเขาคิชกูฏเพื่อไปไหว้พระ ตอนแรกเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปเพราะต้องอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามสุดท้ายเราตัดสินใจไป

การเดินทางเพื่อขึ้นเขาแห่งนี้เรานั่งรถตู้จากบางแคไปยังเขาคิชกูฏ รถตู้ออกจากบางแคตอนสองทุ่ม หลังจากที่รถออกจากกรุงเทพฯ ระหว่างนั้นรถตู้เปิดหนังสงครามที่เราอยากดูอย่าง Saving Private Ryan เรานั่งดูไปซักระยะหนึ่งพบว่าหมดแผ่นแรกพอดี แล้วทางรถไม่ได้เปลี่ยนแผ่นใหม่ ทีนี้เราเลยเปลี่ยนโหมดจากนั่งดูหนังไปเรื่อยๆ มาเป็นโหมดนอนหลับไปตลอดทาง เรานอนไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงตอนเที่ยงคืนแล้วลงจากรถ

เมื่อลงจากรถเรียบร้อยแล้วเราซื้อตั๋วในราคาที่ไม่แพงมากนัก จากนั้นเข้าไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถกระบะ (ที่ทุกคันจะใช้ยี่ห้อโตโยต้า) เวลาผ่านไปได้ซักระยะหนึ่งมีรถมาแล้วโชคดีอย่างหนึ่งคือยังมีที่นั่งว่างสี่ที่นั่ง (นอกจากเรากับแม่แล้วยังรวมถึงญาติอีกสองคน) พอดี ทีนี้เราเลยขึ้นรถเพื่อที่จะขึ้นไปข้างบน ระหว่างทางที่ขึ้นไปเป็นทางลาดชัน ขณะที่รถกำลังขึ้นเขานั้นเราต้องเกาะรถไว้เพื่อไม่ให้หล่นลงจากรถ เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วเราต้องซื้อตั๋วขึ้นไปที่มีราคา 50 บาท ซื้อเสร็จแล้วรอรถแล้วขึ้นรถไปข้างบนอีกครั้ง ทางที่ขึ้นไปยังคงลาดชันเหมือนเดิม

เมื่อขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเราเข้าห้องน้ำแล้วไหว้พระพร้อมทั้งรับน้ำมนต์จากพระรูปหนึ่ง พอไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่กำลังเดินขึ้นไป เราพบคนที่มาไหว้ตลอดทาง ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นอายุราวๆ กลางคนซักสามสิบสี่สิบปีนะ เราไม่ค่อยพบเด็กๆ ขึ้นเขายกเว้นแต่นักเรียนที่ทางโรงเรียนเกณฑ์ให้ขึ้น

ลักษณะทางเดินที่ขึ้นเขาจะเป็นทางลาดชันสลับกับทางลาดไปเรื่อยๆ บางช่วงเป็นดินลูกรังแต่บางช่วงเป็นพื้นไม้ที่สภาพดีกว่าล้านปีแสง

เราเดินไปได้เรื่อยๆ ก็พบจุดที่ไหว้พระ กับจุดที่ให้บริจาคเหรียญตลอดทาง ลักษณะการให้บริจาคมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่การหย่อนธนบัตรไปจนถึงการโยนเหรียญเพื่อให้ลงบาตร นอกจากนี้ยังพบพระที่ขายพระเครื่องเป็นพุทธพาณิชย์ กับพระพูดออกไมค์ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่เหนื่อยเลย พร้อมกันกับพูดให้ผู้ที่มีจิตรศรัทธาสาธุเพื่อให้รวย

เอาเข้าจริงถึงพูดสาธุแต่ถ้าไม่เปลี่ยน mindset ยังไงก็ไม่รวย :P

สภาพคนที่เดินขึ้นเขาด้วยอายุก็ราวๆ ห้าสิบหกสิบปี ระหว่างทางที่ขึ้นเขาไปด้วยมีนั่งพักเป็นช่วงๆ เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่มีญาติคนหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งออกกำลังกายอยู่เป็นเนืองนิจ เดินขึ้นเขาไปโดยที่ไม่หมดสภาพเลย

พอเดินขึ้นเขาไปได้ซักระยะหนึ่งจะพบร้านค้าที่ขายของไม่กี่อย่างที่มีราคาแพงกว่าปกติ อาหารที่กินบนนั้นหลักๆ จะเป็นมาม่าครับ นอกจากร้านค้าแล้วจะพบคนมาปูเสื่อนอนเป็นจำนวนมากเนื่องมาจากความอ่อนเพลียที่เกิดจากการเดินทาง ช่วงนั้นเราซื้อแต่น้ำเพียงอย่างเดียวเพราะแม่พกอาหารมาเป็นจำนวนมากทำให้ไม่หิวตลอดทาง

เราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะพบจุดที่ให้ไหว้พระพุทธบาทที่มีคนมารอต่อคิวเป็นจำนวนมาก เรารอคิวเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบรอยนั้นกับพบก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ปิดทอง เราเข้าไปสักการะไม่นานนัก แต่แม่กับญาติที่เป็นผู้หญิงใช้เวลาสักการะอยู่นานมากจนกระทั่งรอบต่อไปเข้ามาพวกเขาจึงเดินออกมา

จากนั้นเราเดินไปยังผาแดง ช่วงที่เดินทางอยู่นั้น ลักษณะทางเดินส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง ทางเดินมีความชันกับลื่นจนน่ากลัวทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเหล่านั้นเดินอย่างช้าๆ ระหว่างทางเดินนั้น เราพบจุดที่ให้ไหว้พระแต่ละจุดยังกับเช็คพ้อยต์เก็บแต้มไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงผาแดงพอดี เวลาที่ถึงเป็นช่วงหกโมงเช้า เราเขียนป้ายพร้อมกับอธิษฐานไปหนึ่งอย่างแล้วเราเดินทางลงจากเขา

เราใช้เส้นทางลงจากเขาอีกเส้นหนึ่งที่เป็นทางลัด แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือเป็นทางลาดชันที่มีความลื่นน่ากลัวกว่าทางที่ขึ้นเขามาทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเดินอย่างช้า (มากกว่าเดิม) ไปอีก จนกระทั่งลงมาถึงที่เดิมที่ก่อนขึ้นมา ต่อมาเราซื้อตั๋วพร้อมกันกับรอรถกระบะเพื่อลงไปยังที่เดิม

ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปเป็นจำนวน 8 ชั่วโมงซึ่งกินเวลามากกว่าที่คิดไว้นะ

พอลงไปข้างล่างเสร็จแล้ว เราซื้ออาหารเช้ามารับประทาน พอรับประทานเสร็จแล้วเราขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังอีกวัดหนึ่งที่เป็นยังกับพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เชิง เข้าไปไหว้พระ กับรับประทานอาหารเป็นก๋วยเตี๋ยวที่โรงทาน จากนั้นเรานั่งรถตู้กลับไปยังกระเทพฯ ระหว่างนั้นทุกคนหมดสภาพนอนหลับตลอดทาง

จนกระทั่งรถตู้นั้นถึงจุดเดิมที่เราเคยขึ้นมาที่บางแคตอนบ่ายสองบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดในขณะนั้นกำลังเปี้ยงๆ อยู่พอดี แล้วจากนั้นเรากับแม่ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปถึงที่บ้านตอนบ่ายสี่โมงกว่าๆ ครับ

" />

ขึ้นเขาคิชกูฏครั้งแรก

เขาคิชกูฏเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปขึ้นเขาเพื่อสักการะได้เพียงแค่สองเดือนต่อปี ช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นไปเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน

วันศุกร์เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ชวนให้เราไปขึ้นเขาคิชกูฏเพื่อไปไหว้พระ ตอนแรกเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปเพราะต้องอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามสุดท้ายเราตัดสินใจไป

การเดินทางเพื่อขึ้นเขาแห่งนี้เรานั่งรถตู้จากบางแคไปยังเขาคิชกูฏ รถตู้ออกจากบางแคตอนสองทุ่ม หลังจากที่รถออกจากกรุงเทพฯ ระหว่างนั้นรถตู้เปิดหนังสงครามที่เราอยากดูอย่าง Saving Private Ryan เรานั่งดูไปซักระยะหนึ่งพบว่าหมดแผ่นแรกพอดี แล้วทางรถไม่ได้เปลี่ยนแผ่นใหม่ ทีนี้เราเลยเปลี่ยนโหมดจากนั่งดูหนังไปเรื่อยๆ มาเป็นโหมดนอนหลับไปตลอดทาง เรานอนไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงตอนเที่ยงคืนแล้วลงจากรถ

เมื่อลงจากรถเรียบร้อยแล้วเราซื้อตั๋วในราคาที่ไม่แพงมากนัก จากนั้นเข้าไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถกระบะ (ที่ทุกคันจะใช้ยี่ห้อโตโยต้า) เวลาผ่านไปได้ซักระยะหนึ่งมีรถมาแล้วโชคดีอย่างหนึ่งคือยังมีที่นั่งว่างสี่ที่นั่ง (นอกจากเรากับแม่แล้วยังรวมถึงญาติอีกสองคน) พอดี ทีนี้เราเลยขึ้นรถเพื่อที่จะขึ้นไปข้างบน ระหว่างทางที่ขึ้นไปเป็นทางลาดชัน ขณะที่รถกำลังขึ้นเขานั้นเราต้องเกาะรถไว้เพื่อไม่ให้หล่นลงจากรถ เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วเราต้องซื้อตั๋วขึ้นไปที่มีราคา 50 บาท ซื้อเสร็จแล้วรอรถแล้วขึ้นรถไปข้างบนอีกครั้ง ทางที่ขึ้นไปยังคงลาดชันเหมือนเดิม

เมื่อขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเราเข้าห้องน้ำแล้วไหว้พระพร้อมทั้งรับน้ำมนต์จากพระรูปหนึ่ง พอไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่กำลังเดินขึ้นไป เราพบคนที่มาไหว้ตลอดทาง ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นอายุราวๆ กลางคนซักสามสิบสี่สิบปีนะ เราไม่ค่อยพบเด็กๆ ขึ้นเขายกเว้นแต่นักเรียนที่ทางโรงเรียนเกณฑ์ให้ขึ้น

ลักษณะทางเดินที่ขึ้นเขาจะเป็นทางลาดชันสลับกับทางลาดไปเรื่อยๆ บางช่วงเป็นดินลูกรังแต่บางช่วงเป็นพื้นไม้ที่สภาพดีกว่าล้านปีแสง

เราเดินไปได้เรื่อยๆ ก็พบจุดที่ไหว้พระ กับจุดที่ให้บริจาคเหรียญตลอดทาง ลักษณะการให้บริจาคมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่การหย่อนธนบัตรไปจนถึงการโยนเหรียญเพื่อให้ลงบาตร นอกจากนี้ยังพบพระที่ขายพระเครื่องเป็นพุทธพาณิชย์ กับพระพูดออกไมค์ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่เหนื่อยเลย พร้อมกันกับพูดให้ผู้ที่มีจิตรศรัทธาสาธุเพื่อให้รวย

เอาเข้าจริงถึงพูดสาธุแต่ถ้าไม่เปลี่ยน mindset ยังไงก็ไม่รวย :P

สภาพคนที่เดินขึ้นเขาด้วยอายุก็ราวๆ ห้าสิบหกสิบปี ระหว่างทางที่ขึ้นเขาไปด้วยมีนั่งพักเป็นช่วงๆ เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่มีญาติคนหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งออกกำลังกายอยู่เป็นเนืองนิจ เดินขึ้นเขาไปโดยที่ไม่หมดสภาพเลย

พอเดินขึ้นเขาไปได้ซักระยะหนึ่งจะพบร้านค้าที่ขายของไม่กี่อย่างที่มีราคาแพงกว่าปกติ อาหารที่กินบนนั้นหลักๆ จะเป็นมาม่าครับ นอกจากร้านค้าแล้วจะพบคนมาปูเสื่อนอนเป็นจำนวนมากเนื่องมาจากความอ่อนเพลียที่เกิดจากการเดินทาง ช่วงนั้นเราซื้อแต่น้ำเพียงอย่างเดียวเพราะแม่พกอาหารมาเป็นจำนวนมากทำให้ไม่หิวตลอดทาง

เราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะพบจุดที่ให้ไหว้พระพุทธบาทที่มีคนมารอต่อคิวเป็นจำนวนมาก เรารอคิวเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบรอยนั้นกับพบก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ปิดทอง เราเข้าไปสักการะไม่นานนัก แต่แม่กับญาติที่เป็นผู้หญิงใช้เวลาสักการะอยู่นานมากจนกระทั่งรอบต่อไปเข้ามาพวกเขาจึงเดินออกมา

จากนั้นเราเดินไปยังผาแดง ช่วงที่เดินทางอยู่นั้น ลักษณะทางเดินส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง ทางเดินมีความชันกับลื่นจนน่ากลัวทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเหล่านั้นเดินอย่างช้าๆ ระหว่างทางเดินนั้น เราพบจุดที่ให้ไหว้พระแต่ละจุดยังกับเช็คพ้อยต์เก็บแต้มไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงผาแดงพอดี เวลาที่ถึงเป็นช่วงหกโมงเช้า เราเขียนป้ายพร้อมกับอธิษฐานไปหนึ่งอย่างแล้วเราเดินทางลงจากเขา

เราใช้เส้นทางลงจากเขาอีกเส้นหนึ่งที่เป็นทางลัด แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือเป็นทางลาดชันที่มีความลื่นน่ากลัวกว่าทางที่ขึ้นเขามาทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเดินอย่างช้า (มากกว่าเดิม) ไปอีก จนกระทั่งลงมาถึงที่เดิมที่ก่อนขึ้นมา ต่อมาเราซื้อตั๋วพร้อมกันกับรอรถกระบะเพื่อลงไปยังที่เดิม

ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปเป็นจำนวน 8 ชั่วโมงซึ่งกินเวลามากกว่าที่คิดไว้นะ

พอลงไปข้างล่างเสร็จแล้ว เราซื้ออาหารเช้ามารับประทาน พอรับประทานเสร็จแล้วเราขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังอีกวัดหนึ่งที่เป็นยังกับพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เชิง เข้าไปไหว้พระ กับรับประทานอาหารเป็นก๋วยเตี๋ยวที่โรงทาน จากนั้นเรานั่งรถตู้กลับไปยังกระเทพฯ ระหว่างนั้นทุกคนหมดสภาพนอนหลับตลอดทาง

จนกระทั่งรถตู้นั้นถึงจุดเดิมที่เราเคยขึ้นมาที่บางแคตอนบ่ายสองบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดในขณะนั้นกำลังเปี้ยงๆ อยู่พอดี แล้วจากนั้นเรากับแม่ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปถึงที่บ้านตอนบ่ายสี่โมงกว่าๆ ครับ

" />

Nick Untitled

Writing as my personal diary

ขึ้นเขาคิชกูฏครั้งแรก

Share: 

ขึ้นเขาคิชกูฏครั้งแรก

เขาคิชกูฏเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปขึ้นเขาเพื่อสักการะได้เพียงแค่สองเดือนต่อปี ช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นไปเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อน

วันศุกร์เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วแม่ชวนให้เราไปขึ้นเขาคิชกูฏเพื่อไปไหว้พระ ตอนแรกเราตัดสินใจว่าจะไม่ไปเพราะต้องอ่านหนังสือ อย่างไรก็ตามสุดท้ายเราตัดสินใจไป

การเดินทางเพื่อขึ้นเขาแห่งนี้เรานั่งรถตู้จากบางแคไปยังเขาคิชกูฏ รถตู้ออกจากบางแคตอนสองทุ่ม หลังจากที่รถออกจากกรุงเทพฯ ระหว่างนั้นรถตู้เปิดหนังสงครามที่เราอยากดูอย่าง Saving Private Ryan เรานั่งดูไปซักระยะหนึ่งพบว่าหมดแผ่นแรกพอดี แล้วทางรถไม่ได้เปลี่ยนแผ่นใหม่ ทีนี้เราเลยเปลี่ยนโหมดจากนั่งดูหนังไปเรื่อยๆ มาเป็นโหมดนอนหลับไปตลอดทาง เรานอนไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงตอนเที่ยงคืนแล้วลงจากรถ

เมื่อลงจากรถเรียบร้อยแล้วเราซื้อตั๋วในราคาที่ไม่แพงมากนัก จากนั้นเข้าไปต่อคิวเพื่อขึ้นรถกระบะ (ที่ทุกคันจะใช้ยี่ห้อโตโยต้า) เวลาผ่านไปได้ซักระยะหนึ่งมีรถมาแล้วโชคดีอย่างหนึ่งคือยังมีที่นั่งว่างสี่ที่นั่ง (นอกจากเรากับแม่แล้วยังรวมถึงญาติอีกสองคน) พอดี ทีนี้เราเลยขึ้นรถเพื่อที่จะขึ้นไปข้างบน ระหว่างทางที่ขึ้นไปเป็นทางลาดชัน ขณะที่รถกำลังขึ้นเขานั้นเราต้องเกาะรถไว้เพื่อไม่ให้หล่นลงจากรถ เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วเราต้องซื้อตั๋วขึ้นไปที่มีราคา 50 บาท ซื้อเสร็จแล้วรอรถแล้วขึ้นรถไปข้างบนอีกครั้ง ทางที่ขึ้นไปยังคงลาดชันเหมือนเดิม

เมื่อขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเราเข้าห้องน้ำแล้วไหว้พระพร้อมทั้งรับน้ำมนต์จากพระรูปหนึ่ง พอไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราเดินขึ้นไปข้างบน ขณะที่กำลังเดินขึ้นไป เราพบคนที่มาไหว้ตลอดทาง ส่วนใหญ่คนเหล่านั้นอายุราวๆ กลางคนซักสามสิบสี่สิบปีนะ เราไม่ค่อยพบเด็กๆ ขึ้นเขายกเว้นแต่นักเรียนที่ทางโรงเรียนเกณฑ์ให้ขึ้น

ลักษณะทางเดินที่ขึ้นเขาจะเป็นทางลาดชันสลับกับทางลาดไปเรื่อยๆ บางช่วงเป็นดินลูกรังแต่บางช่วงเป็นพื้นไม้ที่สภาพดีกว่าล้านปีแสง

เราเดินไปได้เรื่อยๆ ก็พบจุดที่ไหว้พระ กับจุดที่ให้บริจาคเหรียญตลอดทาง ลักษณะการให้บริจาคมีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่การหย่อนธนบัตรไปจนถึงการโยนเหรียญเพื่อให้ลงบาตร นอกจากนี้ยังพบพระที่ขายพระเครื่องเป็นพุทธพาณิชย์ กับพระพูดออกไมค์ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่เหนื่อยเลย พร้อมกันกับพูดให้ผู้ที่มีจิตรศรัทธาสาธุเพื่อให้รวย

เอาเข้าจริงถึงพูดสาธุแต่ถ้าไม่เปลี่ยน mindset ยังไงก็ไม่รวย :P

สภาพคนที่เดินขึ้นเขาด้วยอายุก็ราวๆ ห้าสิบหกสิบปี ระหว่างทางที่ขึ้นเขาไปด้วยมีนั่งพักเป็นช่วงๆ เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่มีญาติคนหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งออกกำลังกายอยู่เป็นเนืองนิจ เดินขึ้นเขาไปโดยที่ไม่หมดสภาพเลย

พอเดินขึ้นเขาไปได้ซักระยะหนึ่งจะพบร้านค้าที่ขายของไม่กี่อย่างที่มีราคาแพงกว่าปกติ อาหารที่กินบนนั้นหลักๆ จะเป็นมาม่าครับ นอกจากร้านค้าแล้วจะพบคนมาปูเสื่อนอนเป็นจำนวนมากเนื่องมาจากความอ่อนเพลียที่เกิดจากการเดินทาง ช่วงนั้นเราซื้อแต่น้ำเพียงอย่างเดียวเพราะแม่พกอาหารมาเป็นจำนวนมากทำให้ไม่หิวตลอดทาง

เราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จะพบจุดที่ให้ไหว้พระพุทธบาทที่มีคนมารอต่อคิวเป็นจำนวนมาก เรารอคิวเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบรอยนั้นกับพบก้อนหินขนาดใหญ่เพื่อให้ปิดทอง เราเข้าไปสักการะไม่นานนัก แต่แม่กับญาติที่เป็นผู้หญิงใช้เวลาสักการะอยู่นานมากจนกระทั่งรอบต่อไปเข้ามาพวกเขาจึงเดินออกมา

จากนั้นเราเดินไปยังผาแดง ช่วงที่เดินทางอยู่นั้น ลักษณะทางเดินส่วนใหญ่เป็นดินลูกรัง ทางเดินมีความชันกับลื่นจนน่ากลัวทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเหล่านั้นเดินอย่างช้าๆ ระหว่างทางเดินนั้น เราพบจุดที่ให้ไหว้พระแต่ละจุดยังกับเช็คพ้อยต์เก็บแต้มไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายถึงผาแดงพอดี เวลาที่ถึงเป็นช่วงหกโมงเช้า เราเขียนป้ายพร้อมกับอธิษฐานไปหนึ่งอย่างแล้วเราเดินทางลงจากเขา

เราใช้เส้นทางลงจากเขาอีกเส้นหนึ่งที่เป็นทางลัด แต่ปัญหาอย่างหนึ่งคือเป็นทางลาดชันที่มีความลื่นน่ากลัวกว่าทางที่ขึ้นเขามาทำให้เราต้องรอผู้สูงวัยเดินอย่างช้า (มากกว่าเดิม) ไปอีก จนกระทั่งลงมาถึงที่เดิมที่ก่อนขึ้นมา ต่อมาเราซื้อตั๋วพร้อมกันกับรอรถกระบะเพื่อลงไปยังที่เดิม

ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปเป็นจำนวน 8 ชั่วโมงซึ่งกินเวลามากกว่าที่คิดไว้นะ

พอลงไปข้างล่างเสร็จแล้ว เราซื้ออาหารเช้ามารับประทาน พอรับประทานเสร็จแล้วเราขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังอีกวัดหนึ่งที่เป็นยังกับพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เชิง เข้าไปไหว้พระ กับรับประทานอาหารเป็นก๋วยเตี๋ยวที่โรงทาน จากนั้นเรานั่งรถตู้กลับไปยังกระเทพฯ ระหว่างนั้นทุกคนหมดสภาพนอนหลับตลอดทาง

จนกระทั่งรถตู้นั้นถึงจุดเดิมที่เราเคยขึ้นมาที่บางแคตอนบ่ายสองบ่ายสามโมงกว่าๆ แดดในขณะนั้นกำลังเปี้ยงๆ อยู่พอดี แล้วจากนั้นเรากับแม่ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปถึงที่บ้านตอนบ่ายสี่โมงกว่าๆ ครับ